| |
|
|
|
| |
ผืนป่าภาคตะวันออกของประเทศไทยที่กว้างใหญ่
ก็คงไม่มีที่ไหนนอกจากผืนป่าเทือกเขาสอยดาวเหนือ
–
สอยดาวใต้ ซึ่งเป็นเทือกเขาติดต่อกัน
และผืนป่ายังติดต่อเป็นผืนเดียวกันกับป่าอ่างฤาใน
ด้านทิศใต้มีภูเขาหลายลูก เช่น เขาพระบาทพลวง เขาตะเคียนทอง เขาปล้อง
เป็นต้น ด้านทิศเหนือจากเขาสอยดาวเหนือไป ก็เป็นเขาสลาบ๊ะ
และเทือกเขาสิบห้าชั้นที่ยาวไปจรดเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา
ส่วนลำห้วยก็มีหลายสาย เช่น คลองทุ่งเพล คลองตาหลิว คลองตารอง
คลองปะตง เป็นต้น แล้วยังมีสัตว์ป่า เช่น ช้าง กระทิง หมี เลียงผา
เก้ง กวาง เป็นต้น
ด้านสถานที่ท่องเที่ยวที่รู้จักกันดีก็คือ น้ำตกสอยดาว น้ำตกกระทิง
ส่วนด้านการเที่ยวไปในป่าเขาที่นิยมกันคือ เที่ยวชมหน้าผา ลานกระทิง
บึงซีโต้ เป็นต้น ถ้าจะเข้าไปแบบท่องเที่ยวไปในป่า
ก็สามารถเดินไปได้หลายทางก็แล้วแต่เป้าของการเดินทาง
แต่ทางเดินป่าค่อนข้างรก ทางเดินไม่ชัดเจน
คงมีแต่รอยของพรานและคนหาไม้หอม
และต้องคอยระวังอันตรายจากปืนผูกที่ชาวบ้านดักสัตว์เอาไว้
ส่วนช้างป่าจะหากินทางด้านเขาสิบห้าชั้น
ในป่าเขาสอยดาวใต้ก็มีมาบ้างไม่กี่ตัว และจะหากินตามเชิงเขา
|
| |
เส้นทางที่เป็นแนวสันเขาจะไม่เชื่อมติดถึงกัน จะขาดตอนเป็นช่วง ๆ
ระยะทางยาวบ้างสั้นบ้าง แต่ถ้าเป็นการเที่ยวชมธรรมชาติแบบทั่ว ๆ
ไปไม่มีปัญหาในเส้นทางเดิน เพราะมีการใช้เดินอยู่เป็นประจำ
แต่ถ้าจะเดินป่าแบบบุกป่าปีนเขาก็มีเส้นให้เลือก คือ
เส้นทางด้านคลองตาหลิว ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตก ด้านหมู่บ้านทุ่งกะบิน
เดินไปตามลำห้วยจะมีทางเดินตลอดจนถึงป่าลึก แล้วเดินตัดขึ้นเขา
ถ้ามุ่งตรงไปทิศตะวันออก บนสันเขาจะมีทางเดินตลอดไปจนถึงสันเขาสอยดาวใต้
ถ้าเป็นหน้าฝนจะมีทากชุกชุมาก ป่าไม้หนาทึบ
แล้วเส้นทางเดินก็ตัดลงเขาเข้าเขตป่าไร่กระวานของชาวบ้าน
แล้วเดินไปอีกสองชั่วโมงจะถึงน้ำตกหินลาด ถ้าต้องการจะไปยอดเขาสอยดาวใต้
ก็เดินไปตามสันเขาด้านขวามือตรงไปทางทิศใต้
จะมีทางด่านไปสุดที่ยอดเขาสอยดาวใต้พอดี ใช้เวลาเดินประมาณ ๔
–
๕ ชั่วโมง
|
| |
เส้นทางเดินจากคลองตาหลิวสายนี้จนถึงไร่กระวาน หรือสันเขาสอยดาวใต้
ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๒ คืน ๓ วัน คลองตาหลิวนี้จะไม่มีน้ำตก
เว้นแต่เมื่อเข้าไปจนสุดจุดขึ้นเขา ถ้าโชคดีก็อาจจะพบกับสัตว์ป่า เช่น
กระทิง หมีควาย แต่ไก่ฟ้ามีให้เห็นตลอด
หรืออาจจะได้พบปะกับพวกหาไม้หอมก็ได้
แต่จากคลองตาหลิวนี้ถ้าเดินไปตาลำห้วยใหญ่สายด้านขวามือ(ของเรา)
มุ่งไปทางทิศใต้จนสุด แล้วตัดขึ้นสันเขาก็จะไปลงที่คลองทุ่งเพล
บริเวณเหนือเขื่อนขึ้นไปประมาณ ๒ ก.ม. เส้นทางนี้ใช้เวลาเดินประมาณ ๒ วัน
ที่คลองทุ่งเพลจะมีน้ำตกชื่อ สุรัสวดี เป็นน้ำตกสูงใหญ่มาก
จะมีน้ำ(มาก)เฉพาะหน้าฝนเท่านั้น
ต้องเดินลงมาตามลำห้วยเท่านั้นจึงจะพบน้ำตก
ช่วงก่อนถึงน้ำตกจะเป็นทางเดินตัดเขาลงมาเพื่อเลี่ยงน้ำตกซึ่งอยู่ด้านขวามือ
จะเป็นหน้าผาสูงไม่สามารถลงไปหาน้ำตกได้
หรือลงไปถึงเบื้องล่างแล้วต้องใช้เวลาประมาณ ๒
ชั่วโมงจึงจะปีนป่ายขึ้นมาถึงน้ำตกได้
น้ำตกแห่งนี้ไม่มีใครรู้จักหรือไปเที่ยวกัน
เพราะต้องเดินเกือบสองชั่วโมงจึงจะถึงน้ำตกชั้นที่หนึ่ง
และหน้าแทบไม่มีน้ำไหล
เส้นทางนี้จะลำบากช่วงสุดลำห้วยคลองตาหลิวแล้วเดินตัดขึ้นเขามา
เพราะจะเป็นภูเขาสูงชันและเป็นป่ารก
ถึงแม้ว่าจะมีช้างป่าหากินอยู่บ้างก็ตาม
แต่จากสันเขาลงมาจนถึงเขื่อนทุ่งเพลมีทางเดินป่าอยู่
|
| |
|
|
|
| |
ถ้าต้องการเดินป่าระยะทางไกลหลาย ๆ วันก็ได้
โดยเดินจากทิศเหนือลงมาทิศใต้ หรือจากทิศใต้ไปทิศเหนือก็ได้
เพราะเทือกเขานี้เป็นแนวยาวจากทิศเหนือไปทิศใต้
เป็นระยะทางเป็นร้อยกิโลเมตร ความลำบากในการเดินทางก็คือ
ไม่มีเส้นทางเดินป่าหรือทางด่านสัตว์
สันเขาไม่เชื่อมติดต่อถึงกันเป็นแนวเดียวกัน
และอันตรายจากปีนผูกที่ชาวบ้านดักสัตว์ไว้
ถ้าจะเดินแบบนี้ก็ควรเริ่มต้นจากทิศใต้ขึ้นไปทางทิศเหนือ
เพราะจะได้จุดเริ่มต้นที่แน่นอน
ส่วนจุดหมายปลายยังไม่แน่นอนว่าจะบุกป่าฝ่าฟันอุปสรรคไปได้แค่ไหน
จุดเริ่มต้นก็คือที่เขาพระบาทพลวง
ซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้โดยมีเขื่อนพลวงอยู่ที่เชิงเขา
ซึ่งมีทางรถยนต์ขึ้นไปเกือบถึงยอดเขาพระบาทพลวง
ถ้าไปช่วงเทศกาลงานปิดทองพระบาทพลวงก็ไม่ต้องเดินเท้า มีรถยนต์ขึ้นไปตลอด
๒๔ ชั่วโมง งานจะมีติดต่อกัน ๒ เดือน
คือช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม
เดินเท้าไปอีกเกือบชั่วโมงจะถึงยอดเขาพระบาทพลวง ซึ่งสูง ๑๐๗๘
เมตรจากระดับน้ำทะเล แล้วเดินไปทางทิศเหนือที่เขาบอกว่าไป ผ้าแดง พอถึงจุดที่เรียกว่าผ้าแดงซึ่งถือกันว่าเป็นจุดห้ามผ่านเลยไป
|
| |
|
|
|
| |
จากจุดผ้าแดงมาประมาณครึ่งกิโลเมตรจะสิ้นสุดสันเขาที่จะเชื่อมกับยอดเขาข้างหน้า
ก็เดินตรงมุ่งไปทิศเหนืออย่างเดียว สักพักใหญ่จะถึงลำห้วยคือคลองกระทิง
ซึ่งเป็นต้นน้ำของน้ำตกกระทิง
แล้วเดินตามลำห้วยขึ้นมาทางทิศตะวันออก(ด้านขวามือ)เพื่อมาเชื่อมกับสันเขาข้างหน้า
พอถึงแนวสันเขาแล้วก็เดินขึ้นไปยังยอดเขาข้างหน้าคือทิศเหนือ
ไม่มีทางเดินคงมีแต่ทางของฝูงหมูป่า
ซึ่งจะพบแร้วที่เขาดักหมูป่าไว้ตามทางด่าน
พอถึงยอดเขาจะมีทางเดินที่พวกหาของป่าใช้เดินเป็นประจำ ยอดเขาลูกนี้สูง
๑๐๘๕ เมตรระดับน้ำทะเล บนยอดเขาเป็นป่าปิดปกคลุมด้วยป่าไม้
|
| |
|
|
|
| |
จากนั้นก็เดินไปตามทางตรงไปทางทิศเหนือโดยจับแนวสันเขาเอาไว้ทางบางช่วงจะรกมาก
รอยหมูป่าฝูงใหญ่หากินไปทั่วป่า ตลอดทางจะเป็นป่าหนาทึบ
การมองหาทางที่จะเชื่อมกับสันเขาข้างหน้าไม่ชัดเจน
ต้องใช้ทักษะการเดินป่าและอุปกรณ์ช่วยนำทาง
เพราะถ้าพลาดเส้นทางก็คือการเดินลงเขา หรือไปออกอีกด้านหนึ่งของป่า
จากยอดเขาลูกนั้นมาประมาณ ๗ ก.ม.
เส้นทางเดินสะดวกซึ่งถ้าเดินตรงไปจะไปยอดเขาตะเคียนทอง
ถ้าไปทางขวามือก็จะไปคลองทุ่งเพลและคลองตาหลิวที่อยู่ติดกัน
จึงต้องเดินทางขวามือเพื่อจะไปเชื่อมกับยอดเขาสอยดาวใต้
มุ่งหน้าไปทางทิศออกและตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านลำห้วยคลองทุ่งเพล
|
| |
|
|
|
| |
ต้องปีนขึ้นสันเขาที่ไปเชื่อมกับเทือกเขาสอยดาวใต้อีกครั้งไปบรรจบช่วงก่อนถึงลานกระทิง
จากนั้นก็เดินไปยังยอดเขาสอยดาวใต้
เดินไปตามแนวสันเขาตรงไปยังยอดเขาสอยดาวเหนือ
แต่แนวสันเขาจะไม่เชื่อมติดต่อกัน อีกทั้งไม่มีทางเดินก็ไม่มี
ต้องสังเกตแนวที่ติดต่อเชื่อมถึงกัน
ช่วงก่อนถึงยอดเขาสอยดาวเหนือจะหาแนวสันเขาไม่พบ เพราะเป็นป่ารกมาก
และช่วงระยะ ๒๐๐ เมตรสุดท้ายก่อนจะถึงยอดเขาสอยดาวเหนือ
จะสูงชันมากดูเป็นหน้าผาขวางหน้าก็ต้องสังเกตทางด่านของฝูงหมูป่าเดินอยู่เป็นประจำ
จากยอดเขาสอยดาวเหนือไปตามแนวสันเขาไปยังเขาสลาบ๊ะ
มีทางด่านอยู่ตลอดแนวสันเขาจึงเดินไปสบาย
ตลอดทางมีแต่แร้วดักหมูป่านับร้อยอัน
แต่การเดินทางจากเขาพระบาทพลวงจนถึงเขาสลาบ๊ะ ใช้ระยะเวลาเดินประมาณ ๗
–
๘ วัน ถ้าจะเดินไปจนสุดสันเขาคือเขาสิบห้าชั้นก็ต้องใช้เวลาอีก ๔
–
๕ วัน
|
| |
ถ้าเป็นการเดินป่าแบบท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไป เช่น ผากูบ, ผาเลียงผา, ผา ๑
–
๒ –
๓, ยอดเขาสอยดาวใต้, บีงซีโต้, เป็นต้น ก็มีเส้นทางเดินป่าอยู่แล้ว
ส่วนยอดเขาสอยดาวเหนือไม่เปิดให้เป็นที่ท่องเที่ยว
แต่ก็มีเส้นทางเดินอยู่
คือด้านฝั่งตรงกันข้ามลำห้วยกับลานจอดรถเที่ยวน้ำตกสอยดาว
จะมีทางเดินของชาวบ้านที่ขึ้นไปทำไร่กระวาน
ทางเดินผ่านน้ำตกสอยดาวชั้นสุดท้ายแล้วตัดขึ้นเขาสอยดาวเหนือ
ผ่านไร่กระวานไปจนถึงยอดเขา ใช้เวลาเดินหลายชั่วโมง บนยอดเขาเป็นป่าปิด
ไม่มีจุดชมวิวทิวทัศน์
การท่องเที่ยวป่าเทือกเขาสอยดาวมิใช่มีแต่เพียงเท่านี้
แล้วว่าใครจะต้องการสัมผัสกับป่าแบบไหนหรือบริเวณไหนของป่า
ความสวยงามมีอยู่ตามธรรมชาติแล้วมุมมองของแต่ละบุคคล
แต่ผืนป่าแห่งนี้ก็คงหนีไม่พ้นจากการบุกรุกด้วยการแผ้วถางป่า ล่าสัตว์
ตัดไม้หอม เหมือนป่าทั่ว ๆ ไป
|
|
ป่าเขาสระบาป
เมื่อเอ่ยถึงชื่อเขาสระบาป ไม่มีคนรู้จักกันมากนัก
แต่เมื่อเอ่ยถึงน้ำตกพลิ้วแล้วต่างรู้จักกันดี
เขาสระบาปอยู่ติดถนนสายสุขุมวิท เส้นทางไปจังหวัดตราด
เขาสระบาปเป็นต้นน้ำของน้ำตกพลิ้ว, น้ำตกคลองนารายณ์, น้ำตกตรอกนอง,
น้ำตกมะกอก, สัตว์ป่าก็คงยังมีอยู่บ้าง เช่น เก้ง กวาง หมูป่า เป็นต้น
ในการเข้าเที่ยวในป่าเขาสระบาปแห่งนี้ คงไม่สะใจนักสำหรับนักเดินป่า
เพราะผืนป่าไม่กว้างใหญ่ ไม่มีสถานที่ท่องเที่ยว
สภาพเป็นป่าดิบชื้นตัวทากชุกชุม
ซึ่งผืนป่าจะทอดตัวเป็นแนวยาวจากทิศเหนือมาทิศใต้ เป็นระยะทางประมาณ ๑๕
ก.ม. มียอดเขาที่สูงที่สุดคือ เขามาบหว้ากรอก สูง ๙๒๔
เมตรจากระดับน้ำทะเล
สำหรับท่านที่ต้องการจะเข้าไปเพื่อจะเดิน
จะเดินตัดขึ้นเขาทางด้านน้ำตกคลองนารายณ์ก็ได้ หรือทางน้ำตกตรอกนอง
หรือน้ำตกมะกอกก็ได้ ไม่มีทางเดินแต่อาศัยเดินไปตามพื้นที่ป่าโปร่ง
บนสันเขาก็ไม่มีทางด่านหรือทางเดิน แต่พอเดินได้
แนวสันเขาเชื่อมถึงกันแต่สังเกตยาก เพราะเป็นป่ารกหนาทึบ
แต่ด้านทิศใต้เลยเขามาบหว้ากอมาซึ่งเป็นที่ลาดลงเขา
แนวสันเขาจะเดินยากเพราะเป็นหินก้อนใหญ่และมีโพรงหินลึก
อีกทั้งยังเป็นป่าหนามรก
จะเดินป่าแบบเดินไปตามแนวสันเขาก็ใช้เวลาประมาณ ๓ วัน
หรือเดินแบบตัดข้ามสันเขาไปลงอีกฟากหนึ่ง
โดยค้างในป่าบนสันเขาสักคืนหนึ่งหรือสองคืนก็ได้
แต่บนสันเขาไม่มีจุดชมวิวทิวทัศน์ อาจจะได้พบอีเก้งหรือสัตว์อื่น ๆ
และในป่าแห่งนี้ยังมีการตัดหาไม้หอมและล่าสัตว์อยู่
|
|
|
|
|
|
| |
|
|